เวลาแต่ละช่วงของใบสั่งงาน 18.6 ชั่วโมงเฉลี่ย · แยกให้เห็นว่ารออะไร
| ช่วงเวลา | ชั่วโมง | สัดส่วน | ใครควบคุมช่วงนี้ | ลดได้อย่างไร |
|---|---|---|---|---|
| รอจ่ายงาน | 4.2 | 22.6% | หัวหน้าช่าง | จ่ายงานอัตโนมัติตามทักษะและภาระ |
| รอช่างว่าง | 3.8 | 20.4% | กำลังคนที่มี | วางแผนกำลังคนตามภาระงานจริง |
| รออะไหล่ | 3.5 | 18.8% | คลังอะไหล่ | สำรองอะไหล่ของเครื่องวิกฤต |
| ซ่อมจริง | 7.1 | 38.2% | ช่างและความยากของงาน | ส่วนที่สร้างคุณค่า ไม่ควรบีบ |
| รวม | 18.6 | 100.0% |
4.2 + 3.8 + 3.5 + 7.1 = 18.6 ชั่วโมง ✓ · 22.6 + 20.4 + 18.8 + 38.2 = 100.0% ✓ · เวลารอรวม 4.2 + 3.8 + 3.5 = 11.5 ชั่วโมง = 61.8% ✓
การตั้งเป้าลดเวลาเฉลี่ยจาก 18.6 เหลือ 12 ชั่วโมงโดยไม่แยกว่าลดช่วงไหน เป็นการตั้งเป้าที่อันตราย — เพราะช่วงที่บีบง่ายที่สุดคือช่วงซ่อมจริง 7.1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเดียวที่ไม่ควรบีบ การเร่งช่างให้ซ่อมเร็วขึ้นทำให้งานไม่เรียบร้อยและเครื่องเสียซ้ำ · เวลาที่ควรลดคือ 11.5 ชั่วโมงที่เป็นการรอ ซึ่งลดได้ 3 ทางและไม่มีทางไหนเป็นเรื่องของช่าง คือจ่ายงานให้เร็วขึ้น มีกำลังคนพอ และมีอะไหล่พร้อม · เวลารออะไหล่ 3.5 ชั่วโมงต่อใบยังสอดคล้องกับเวลาเครื่องหยุดเพราะรออะไหล่ 2.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในหน้า 169 ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันมองจากคนละมุม
ที่มาของใบสั่งงาน 2,486 ใบ · บอกว่าระบบเป็นเชิงรุกแค่ไหน
- จากแผนบำรุงรักษาตามรอบ1,522 (61.2%)
- จากการแจ้งของฝ่ายผลิต618 (24.9%)
- จากคำเตือนของระบบทำนาย154 (6.2%)
- จากงานปรับปรุง100 (4.0%)
- จากการตรวจตามกฎหมาย92 (3.7%)
1,522 + 618 + 154 + 100 + 92 = 2,486 ใบ ✓ · 61.2 + 24.9 + 6.2 + 4.0 + 3.7 = 100.0% ✓
งานที่มาจากการแจ้งของฝ่ายผลิต 618 ใบคือ 24.9% และเป็นงานที่เกิดขึ้นหลังจากมีอาการแล้ว — ยิ่งสัดส่วนนี้สูง ยิ่งแปลว่าระบบยังตั้งรับ · แต่จำนวนใบสั่งงานไม่ได้สะท้อนต้นทุน เพราะงานตามแผน 1,522 ใบส่วนใหญ่เป็นงานเล็กใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ขณะที่งานจากการแจ้ง 618 ใบมักเป็นงานใหญ่ · เมื่อคิดเป็นเงิน งานจากการแจ้งกินงบ ฿28.60M คิดเป็น 45.8% ตรงกับสัดส่วนการซ่อมเมื่อเสียในหน้า 169 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ควรใช้แทนการนับใบ
งานที่ต้องมีใบอนุญาตทำงานเฉพาะ ระบบไม่ให้เปิดใบสั่งงานโดยไม่มีการยืนยัน
| ประเภทงาน | ใบใน 5 เดือน | สิ่งที่ต้องมีก่อนเริ่มงาน | ผู้อนุญาต |
|---|---|---|---|
| งานที่ต้องตัดแยกพลังงานและล็อกป้าย | 486 | ตัดแหล่งพลังงานทุกทางและล็อกด้วยกุญแจของช่างเอง | หัวหน้าช่าง |
| งานในที่อับอากาศ | 28 | ตรวจวัดอากาศ · ผู้เฝ้าระวังภายนอก · อุปกรณ์ช่วยชีวิต | เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย |
| งานที่มีประกายไฟ | 62 | เคลียร์วัสดุติดไฟ · ถังดับเพลิงพร้อม · เฝ้าหลังงานเสร็จ | เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย |
| งานบนที่สูงเกิน 2 เมตร | 148 | อุปกรณ์กันตก · จุดยึด · ผู้ควบคุม | หัวหน้าช่าง |
| งานกับระบบไฟฟ้าแรงสูง | 34 | ช่างที่มีใบรับรอง · ปลดโหลด · ต่อลงดิน | วิศวกรไฟฟ้า |
| รวม | 758 |
486 + 28 + 62 + 148 + 34 = 758 ใบ = 30.5% ของใบสั่งงานทั้งหมด
งาน 758 ใบคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของใบสั่งงานทั้งหมดที่ต้องมีขั้นตอนความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน — การตัดแยกพลังงานและล็อกป้ายเตือนเป็นข้อกำหนดตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และเป็นมาตรการที่ป้องกันการเสียชีวิตจากการที่เครื่องเดินขึ้นมาระหว่างซ่อม · กุญแจล็อกต้องเป็นของช่างผู้ทำงานเอง และมีเพียงคนนั้นที่ปลดได้ ไม่ใช่กุญแจกลางที่หัวหน้าถือ · ระบบจึงไม่ให้เปิดใบสั่งงานกลุ่มนี้โดยไม่มีการยืนยันจากผู้อนุญาตที่ระบุไว้ และไม่ให้ปิดงานโดยไม่มีการยืนยันว่าปลดล็อกครบทุกจุดแล้ว เพราะการลืมปลดล็อกทำให้เครื่องเดินไม่ได้ และการปลดล็อกก่อนคนออกจากพื้นที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
ต้นแบบ — ข้อมูลตัวอย่าง · ทุกตัวเลขบนหน้านี้กระทบยอดกับโมดูล 07 การผลิต และโมดูล 15 บริหารสินทรัพย์ได้ · เวลาเฉลี่ย 18.6 ชั่วโมงตั้งแต่แจ้งจนปิดงาน แต่ 62% ของเวลานั้นเป็นการรอ ไม่ใช่การซ่อม ช่างลงมือจริงเฉลี่ยเพียง 7.1 ชั่วโมง · งานที่ต้องหยุดเครื่องเพื่อซ่อมต้องมีการตัดแยกพลังงานและล็อกป้ายเตือนก่อนเริ่มงาน ตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 · งานในที่อับอากาศและงานที่มีประกายไฟต้องมีใบอนุญาตทำงานเฉพาะและมีผู้ควบคุมอยู่ด้วย ระบบจึงไม่ให้เปิดใบสั่งงานกลุ่มนี้โดยไม่มีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย